หน้า: [1] 2
 
แชร์กระทู้นี้ไปยัง Facebookแชร์กระทู้นี้ไปยัง Googleแชร์กระทู้นี้ไปยัง Liveแชร์กระทู้นี้ไปยัง MySpaceแชร์กระทู้นี้ไปยัง Twitterแชร์กระทู้นี้ไปยัง Yahoo
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพพระพุทธเจ้า : สวยมากๆนะ อยากให้ดู  (อ่าน 47484 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 53 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nk2549
สมาชิกชมรม
ขาประจำ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 541



« เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:15:23 AM »

สวยมากๆนะ อยากให้ดู


* __fwdDer.com__-193059601-Resize_of_aa026-1.jpg (81.84 KB, 622x746 - ดู 37641 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059607-Resize_of_aa015-1.jpg (78.27 KB, 629x755 - ดู 34707 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059613-Resize_of_aa036-1.jpg (100.09 KB, 631x757 - ดู 36255 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059619-Resize_of_aa004-1.jpg (111.86 KB, 641x769 - ดู 34479 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059627-Resize_of_aa023-1.jpg (91.05 KB, 649x779 - ดู 35145 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059638-Resize_of_aa001-1.jpg (124.89 KB, 656x787 - ดู 34191 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059654-Resize_of_aa016-1.jpg (98.92 KB, 649x778 - ดู 33951 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059661-Resize_of_aa027-1.jpg (85.42 KB, 603x724 - ดู 35226 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059668-Resize_of_aa031-1.jpg (93.65 KB, 648x778 - ดู 42629 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059681-Resize_of_aa002-1.jpg (78.39 KB, 620x744 - ดู 33400 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

*~ My Life Be Like ~* 
http://nk2549.multiply.com/
nk2549
สมาชิกชมรม
ขาประจำ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 541



« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:18:11 AM »

 smiley


* __fwdDer.com__-193059690-Resize_of_aa014-1.jpg (70.65 KB, 624x749 - ดู 32687 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059699-Resize_of_aa018-1.jpg (80.3 KB, 610x731 - ดู 33092 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059710-Resize_of_aa011-1.jpg (82.28 KB, 623x747 - ดู 32366 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059720-Resize_of_aa009-1.jpg (64.26 KB, 568x682 - ดู 32235 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059728-Resize_of_aa012-1.jpg (75.08 KB, 626x751 - ดู 32162 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059733-Resize_of_aa021-1.jpg (107.05 KB, 637x764 - ดู 32538 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059740-Resize_of_aa017-1.jpg (81.22 KB, 604x725 - ดู 32330 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059746-Resize_of_aa013-1.jpg (64.52 KB, 600x720 - ดู 31644 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059750-Resize_of_aa035-1.jpg (92.05 KB, 639x767 - ดู 33693 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059758-Resize_of_aa037-1.jpg (69.54 KB, 626x752 - ดู 34554 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

*~ My Life Be Like ~* 
http://nk2549.multiply.com/
nk2549
สมาชิกชมรม
ขาประจำ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 541



« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:20:51 AM »

 smiley


* __fwdDer.com__-193059849-Resize_of_aa008-1.jpg (104.99 KB, 643x772 - ดู 31399 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059843-Resize_of_aa034-1.jpg (92.38 KB, 639x766 - ดู 31881 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059836-Resize_of_aa024-1.jpg (96.41 KB, 612x735 - ดู 32895 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059829-Resize_of_aa025-1.jpg (80.82 KB, 649x778 - ดู 32589 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059823-Resize_of_aa006-1.jpg (101.08 KB, 634x761 - ดู 31018 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059816-Resize_of_aa029-1.jpg (93.59 KB, 635x762 - ดู 32857 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059811-Resize_of_aa005-1.jpg (89.48 KB, 609x731 - ดู 30572 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059785-Resize_of_aa028-1.jpg (68.86 KB, 627x752 - ดู 31781 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059789-Resize_of_aa007-1.jpg (84.95 KB, 635x762 - ดู 30688 ครั้ง.)

* __fwdDer.com__-193059769-Resize_of_aa022-1.jpg (75.89 KB, 616x739 - ดู 33424 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

*~ My Life Be Like ~* 
http://nk2549.multiply.com/
Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:27:34 PM »

เยี่ยมครับพี่นัท ขออนุญาตินำพุทธประวัติบางส่วนมาลง
เพื่อเผยแผ่ความรู้แก่ผู้ที่ใฝ่ธรรมด้วยคนครับ
  - พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" เป็พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล พระราชมารดาทรงพระนามว่า "พระนางสิริมหามายา" ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ 
  - เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน 
  - ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ ทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา"- หลังประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 
   - ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้น ค์อ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร 
  - พระบิดาไม่ประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอก จึงพยายามให้สิทธัตถะพบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ 16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา   
  - เมื่อมีพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง) 

 
บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:29:46 PM »

เสด็จออกผนวช
 - เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณตามลำดับ จึงทรงคิดว่าชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิดว่า 
  -ธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็น , มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์ คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย 
  -ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็นเพียงมายา ความสุขในกามคุณเป็นความสุขจอมปลอม เป็นเพียงภาพมายาที่ ชวนให้หลงว่าเป็นความสุขเท่านั้น ในความจริงแล้วไม่มีความสุข ไม่มีความเพลิดเพลินใดที่ไม่มีความทุกข์เจือปน
  -วิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ 
- สิ่งที่ทรงพบเห็นเรียกว่า "เทวทูต(ทูตสวรรค์)" จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ในวันที่พระราหุลประสูติเล็กน้อย พระองค์ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช มีนายฉันทะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพักตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) ทรงเปลื้องเครื่องทรงมอบให้นายฉันนะนำกลับพระนคร การออกบวชครั้งนี้เรียกว่า การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) 
  - หลังจากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ เพื่อค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร เมื่อเรียนจบทั้งสองสำนัก (บรรลุฌาณชั้นที่แปด) ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ตามที่มุ่งหวังไว้ 
 จากนั้นจึงเสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เรียกว่า ดงคศิริ) เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติตามพระราชดำริว่า "เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ" ซึ่งพระอินทร์ได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย พิณสายหนึ่งขึงไว้ตึงเกินไป พอถูกดีดก็ขาดผึงออกจากกัน จึงพิจารณาเห็นทางสายกลางว่า เป็นหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณได้ 
  - ระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ (โกญฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ) มาคอยปรนนิบัติพระองค์โดยหวังว่าจะทรงบรรลุธรรมวิเศษ เมื่อพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์จึงหมดศรัทธา พากันไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (ต.สารนาถ) 
บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:31:29 PM »

ตรัสรู้
 - ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ นางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาส(หุงด้วยนม) ใต้ต้นไทร เมื่อเสวยเสร็จแล้วทรงลอยถาดทองในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ...
     ?ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ? ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ๑ เส้น แล้วก็จมลงตรงนาคภพพิมานแห่งพญากาฬนาคราช พระองค์ทรงโสมนัสและแน่พระทัยว่าจะได้ตรัสรู้ เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยหาความสงสัยมิได้ 
  - ในเวลาเย็นโสตถิยะให้ถวายหญ้าคา 8 กำมือ ปูลาดเป็นอาสนะ ณ โคนใต้ต้นโพธิ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันคือ ต.พุทธคยา ประเทศอินเดีย) 
  - ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะบรรลุโพธิญาณ ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก 
  - ทรงบรรลุรูปฌาณทั้ง 4 ชั้น แล้วใช้สติปัญญาพิจารณาจนเกิดความรู้แจ้ง คือ
1.) เวลาปฐมยาม ทรงได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติได้
2.) เวลามัชฌิมยาม ทรงได้จุตูปปาตญาณ(ทิพยจักษุญาณ)คือรู้เรื่องเกิด-ตายของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำไว้
3.) เวลาปัจฉิมยาม ทรงได้ อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะหรือกิเลส หมายถึง ตรัสรู้อริยสัจ4 
  - อาสวักขยญาณ ที่ทรงได้ทำให้ทรงพิจารณาถึงขันธ์ 5 และใช่แห่งความเป็นเหตุที่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นต้นทางให้เขาถึงอริยสัจ 4 
  - เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นแล้ว จึงละอุปาทานและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:33:08 PM »

ปฐมเทศนา
 - หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว ได้พิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทรงเห็นว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป
    บัว ๔ เหล่า ได้แก่
๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)         
 
  - จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ (ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ) จึงเสด็จไปที่ป่าอิสปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ปัจจุบันคือสารนาถ เมืองพาราณสี ในวันขึ้น 15 เดือน 8 จึงทรงปฐมเทศนา " ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป)"
ซึ่งใจความ 3 ตอน คือ
1.) ทรงชี้ทางผิดอันได้แก่กามสุขัลลิกานุโยค(การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค(การทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน แต่เดินทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์แปด เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
2.) ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยละเอียด
3.) ทรงปฏิญญาว่าทรงตรัสรู้พระองค์เอง และได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว 
  - โกญฑัญญะเป็นผู้ได้ธรรมจักษุก่อน เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งตามสภาพเป็นจริงว่า

"ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ "
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรม สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา
จึงได้อุปสมบทเป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทาองค์แรก   
  - หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบทแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์ อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์
บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:35:34 PM »

ลักษณะการแสดงธรรม
- สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางธรรมมาก่อนจะทรงเทศน์ "อนุปุพพิกถา" ซึ่งว่าด้วยเรื่อง
- คุณของการให้ทาน การรักษาศีล
- สวรรค์ (การแสวงสุขเนื่องจากการให้ทาน การให้ศีล)
- โทษของกามและการปลีกตัวออกจากกาม
- จากนั้นจึงทรงเทศน์ อริยสัจ 4

แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร
- ยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือนหนีออกจากบ้าน ไปยังป่าอิสปตนมฤคทายวันในเวลาเช้ามืด แล้วพบพระพุทธเจ้าบังเอิญ ยสกุลบุตรสดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ และขอบวช
- อุบาสิกอุบาสิกาคู่แรก คือ บิดามารดาของพระยสะ
- ครั้นแล้วมีเพื่อนของพระยสะ 4 คนกับอีก 50 คน ได้มาฟังพระธรรมเทศนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงมีพระอรหันต์ในโลก 61 องค์
การส่งสาวกออกประกาศศาสนา
- ตรัสเรียกสาวกออกประกาศศาสนา เมื่อมีสาวกครบ 60 รูป (ปัญจวัคคีย์และพวกพระยสะ)
- ตรัสให้พระสาวก 60 รูปแยกย้ายกันประกาศศาสนา 60 แห่งไม่ซ้ำทางกัน
- พระองค์จะเสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม
- เมื่อสาวกออกประกาศเทศนา มีผู้ต้องการบวชมาก และหนทางไกลกัน จึงทรงอนุญาตให้สาวกดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ "ติสรณคมนูปสัมปทา" (ปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย)

บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:37:14 PM »

การประดิษฐ์พุทธศาสนา ณ แคว้นมคธ
- วิธีเผยแพ่รศาสนาในกรุงราชคฤห์ ทรงเทศน์โปรดชฎิล(นักบวชเกล้าผม)สามพี่น้อง ได้แก่ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ และบริวาร รวม 1,000 คนก่อน แล้วได้ขอบวชในพระพุทธศาสนา เพราะพวกชฎิลเป็นเจ้าลัทธิบูชาไฟที่ยิ่งใหญ่ หากชฎิลยอมรับพุทธธรรมได้ ประชาชนก็ย่อมเกิดความศรัทธา
- พระอุรุเวลกัสสปะได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางมีบริษัท(บริวาร)มาก
- พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายวัดนับว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระเวฬุวันมหาวิหาร (วัดเวฬุวัน)

อุปติสสะ(พระสารีบุตร)และโกลิตะ(พระโมคคัลลานะ)
- ณ กรุงราชคฤห์นี้เอง เด็กหนุ่มสองคน ซึ่งเป็นศิษย์ของนักปรัชญาเมธี ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ สัญชัย เวลัฏฐบุตร โดยพระอัสสชิได้แสดงธรรมให้อุปติสสะว่า

"ทุกสิ่งจากเหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น และการดับเหตุของสิ่งเหล่านั้น"
อุปติสสะได้ฟังก็เกิด "ดวงตาเห็นธรรม" จึงกราบลาท่าน แล้วรีบไปบอกข้อความที่ตนได้ฟังมาแก่โกลิตะทราบ โกลิตะได้ฟังก็เกิด"ดวงตาเห็นธรรม" เด็กหนุ่มสองคนจึงมาขอบวชเป็นสาวกพร้อมกัน และมีชื่อเรียกทางพระศาสนาว่า พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ตามลำดับ

- หลังจากบวชได้ 7 วัน พระโมคคัลลานะได้ไปบำเพ็ญสมาธิอยู่ที่ กัลลวาลมุตตคาม ใกล้เมืองมคธ รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน แก้อย่างไรก็ไม่หาย จนพระพุทธเจ้าเสด็จไปตรัสบอกวิธีเอาชนะความง่วงให้ พร้อมประทานโอวาทว่าด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาเวทนา (ความรู้สึก) ทั้งหลายว่า เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอน จบพุทธโอวาท พระโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
- หลังจากบวชได้ 15 วัน พระสารีบุตรได้ถวายงานพัดพระพุทธเจ้า ขณะพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชก (นักบวชไว้เล็บยาว) อยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชฌกูฏ ท่านพัดวีพระพุทธองค์พลางคิดตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้าไปด้วย เมื่อจบพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
- ทั้งสองท่านได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าให้เป็นพระอัครสาวก โดยพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางปัญญา และพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางฤทธิ์มาก
บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:38:58 PM »

โอวาทปาติโมกข์
 
  - วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (มาฆบูชา) เกิดมีจตุรงคสันนิบาต ซึ่งประกอบด้วย 

1.)วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา
2.)พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
3.)พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖ ซึ่งหมายถึงความสามารถ พิเศษ ๖ ประการ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุอาสวักขยญาณ
(คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย)
4.)พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)
ทรงเทศน์ "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งถือเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ใจความว่า

โปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์
- ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา (พระเจ้าสุทโธทนะ) ได้บรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล จนบรรลุอรหันตผลเมื่อใกล้สวรรคต
- พระนันทะ (เป็นโอรสของพระสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี) ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านำ ออกผนวชอุปสมบท
- ต่อมาพระนางยโสธราก็ให้พระกุมารราหุลซึ่งมีอายุ 7 ปีไปทูลขอราชสมบัติ พระพุทธเจ้าเห็นว่าราชสมบัติเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน อริยทรัพย์(ทรัพย์อันประเสริฐ)ต่างหากเป็นสิ่งยั่งยืน จึงทรงให้พระสารีบุตรทำการบรรพชาให้ราหุลเป็นสามเณร จึงเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ณ นิโครธาราม พระเจ้าสุทโธทนะจึงขอร้องว่า "ขออย่าให้ทรงบวชใคร โดยที่พ่อแม่เขายังไม่ได้อนุญาต"
เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จากนั้นก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางใคร่ต่อการศึกษา

- ทรงให้อุปสมบทแก่เจ้าศากยะ 5 พระองค์ คือ พระอานนท์ พระอนุรุทธ์(เป็นผู้มีเลิศในทางมีทิพยจักษุ) พระภัททิยะสักยราชา พระภัคคุ พระกิมพิละ และเจ้าโกลิยะ 1 พระองค์ คือพระเทวทัต จนได้บรรลุอรหัตผล 5 ท่าน ยกเว้นพระเทวทัต
- พระอุบาลีเป็นบุตรของช่างกัลบก(ช่างตัดผม)อยู่ในวรรณะต่ำ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานภูษามาลาของเจ้าศากยะ ทำหน้าที่จัดการดูแลเครื่องแต่งกาย เมื่อเจ้าศากยะ 5 พระองค์ และเจ้าโกลิยะ 1 พระองค์ทรงออกผนวช อุบาลีได้ติดตามไปขออุปสมบทด้วย พระอุบาลีเมื่อได้อุปสมบทแล้วไม่ช้าก็บรรลุอรหัตผล และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทาง ด้านผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย
- พระนางปชาบดีโคตมี(พระน้าของพระพุทธเจ้า) ได้ผนวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา โดยพระอานนท์ช่วยกราบทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าสุดท้ายได้บรรลุพระอรหันต์ และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางรู้ราตรี
- โปรดให้พระนางยโสธราได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีชื่อพระนางภัททา กัจจานา จนบรรลุอรหัตผล และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางบรรลุอภิญญาใหญ่ (สามารถระลึกเหตุการณ์ในกัปป์ต่างๆย้อนหลังไปได้มากนับไม่ถ้วน)


" จงทำดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้บริสุทธิ์ "
- พระสงฆ์ปรารถว่าไม่เคยเห็นฝนเช่นนี้มาก่อน พระพุทธจึงทรงเล่าว่า ฝนนี้เคยตกมาแล้วเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร แล้วจึงทรงเล่าเรื่องมหาเวสสันดร 
บันทึกการเข้า

Thanandorn Sribenya
สมาชิกชมรม
แฟนพันธุ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3858


เกินพอดี คือไม่ดี ที่ต้องการคือเพียงมีชีวิตสมถะ


« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 12:45:28 PM »

การประดิษฐ์พุทธศาสนา ณ แคว้นโกศล
เมื่อประดิษฐานพระศาสนาในแคว้นมคธได้อย่างมั่นคงแล้ว ต่อมาไม่นานพระพุทธศาสนาก็มีศูนย์กลางแห่งใหม่ที่ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล โดยอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้สร้าง"วัดพระเชตวัน"ขึ้น แล้วกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ไปอยู่ประจำ และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเศรษฐีนีคนหนึ่ง ก็มีจิตศรัทธาสร้าง วัดบุพพาราม ถวายด้วย



14.ปัจฉิมกาล


- ก่อนปรินิพพาน 3 เดือน ทรงปลงอายุสังขาร
- ก่อนปรินิพพาน 1 วัน นายจุนทะถวายสุกรมัททวะ (หมูอ่อน) เมื่อพระองค์เสวยแล้วประชวรพระอานนท์โกรธ พุทธองค์จึงตรัสว่า

"บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์)
เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ ,ปรินิพพาน"


- ก่อนปรินิพพานทรงกล่าวพุทธโอวาทว่า
1.)การบูชาพุทธองค์อย่างแท้จริง คือ การปฎิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
2.)พุทธศาสนิกชนที่ต้องการเฝ้าพระองค์ควรไปที่ "สังเวชนียสถาน"
3.)การวางตัวของภิกษุต่อสตรี ต้องคุมสติอย่าแปรปรวนตามราคะตัณหา
4.)พระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องของกษัตริย์(มัลลกษัตริย์) มิใช่กิจของสงฆ์
5.)ความพลัดพรากเป็นธรรมดาของโลก
6.)ธรรมและวินัย จะเป็นศาสดาแทนพุทธองค์ ทั้งนี้เพราะบุคคลไม่เที่ยงแท้เท่ากับพระธรรมซึ่งเป็นสัจธรรม


- ปัจฉิมสาวก คือ สุภัททะบริพาชก
- ปัจฉิมโอวาท

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
(อปปมาเทน สมปาเทต)


- ปรินิพพาน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
พระชนมายุ 80 ปี ทรงเทศนาสั่งสอนมาเป็นเวลา 45 ปี

ท่านใดที่อ่านพุทธประวัติฉบับย่อนี้จบแล้ว
ข้าพเจ้าเพียงหวังว่า ท่านผู้เจริญด้วยปัญญาทั้งหลายจักได้นำไปเผยแผ่
แก่อนุชนและบุคคลทั่วไป เพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นการจรรโลงสังคม
ที่ปัจจุบันช่างน่าเป็นห่วงด้วยเหตุแห่งความห่างเหินในศาสนา
ขอให้ท่านผู้ศึกษาเจริญด้วย อายุ สุข พละ  ...... เดียว
บันทึกการเข้า

mr.tananan
สมาชิกชมรม
ขาประจำ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 724


ติดต่อถ่ายงานภาพ 088-70-70-200 ตู่ครับ


« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 01:52:52 PM »

งดงามมากครับ ชาตินี้ชาติไหนก็ขอเกิดเป็นลูกของพระองค์ตลอดไปครับ
บันทึกการเข้า

รับงานถ่ายภาพทุกชนิด ราคาสมเหตุสมผล จัดงบมากน้อยตามเจ้าของงานต้องการ และ เต็มที่กับทุกงานครับ

088-70-70-200 (ตู่ครับ)
rang.HS3WEG
สมาชิกชมรม
ขาประจำ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1123



เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 02:51:33 PM »

คนวาดสุดยอด
บันทึกการเข้า

unclepan
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธุ์แท้
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3006



เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 03:45:12 PM »

อ่านโพสนี้แล้วครับ ขอบคุนผู้โพสภาพและพุทธประวัติ  ขอแจมนิดนึง: พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ข้าพเจ้า ขอถึง ซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่อาศัย

มีภาพมาร่วมครับ เป็นทริปไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย ลูกและพี่น้องผมเขาไปกันหกคน ทริปนี้ผมไม่ได่ไปด้วย ผมเคยไปตอนหนุ่มๆกับแฟนมาแล้ว cool  จัดโดยแม่ช้อยนางรำ คุนสันติ เศวตวิมลแห่งไทยรัฐ เมื่อกลางปีที่แล้ว ภาพแรกคุนสันติถ่ายกับแฟนที่ไปช่วยทำกับข้าวให้ทานตลอดรายการ ภาพที่สองเป็นลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า อยู่ในเนปาลห่างจากอิเดียประมาน23กม.


* IMG_6472rsz.jpg (214.24 KB, 1000x750 - ดู 29304 ครั้ง.)

* IMG_6845rsz.jpg (229.79 KB, 1000x750 - ดู 29138 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2010, 03:57:39 PM โดย unclepan » บันทึกการเข้า

unclepan
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธุ์แท้
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3006



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 03:50:30 PM »

พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ เจดีย์สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช พศ.236

กุสินารา สถานที่ทรงดับขันท์ ปรินิพาน


* IMG_6429rsz.jpg (206.74 KB, 1000x750 - ดู 67914 ครั้ง.)

* IMG_6676rsz.jpg (187.2 KB, 1000x750 - ดู 29092 ครั้ง.)

* IMG_6770rsz.jpg (246.37 KB, 1000x750 - ดู 28852 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2
 
 
กระโดดไป: